ขนมหัวล้าน

ขนมหัวล้าน



ขนมหัวล้าน เป็นประเภทเดียวกับขนมอังกู๊ ที่เรียกว่า อั๋งอี๋ ทำจากแป้งข้าวเหนียว มีไส้ถั่วเขียวที่กวนด้วยกะทิและน้ำตาล นิยมทำแป้งสีเขียวอ่อนซึ่งได้จากน้ำคั้นใบเตย และสีขาวนวลจากสีธรรมชาติของแป้ง

ลักษณะที่ดีของขนมหัวล้าน เนื้อแป้งต้องนุ่มเนียนตลอดทั้งก้อน ไม่แข็งกระด้าง หากเป็นหัวล้านสีเขียวต้องมีกลิ่นหอมจากใบเตยอ่อน ๆ ส่วนไส้ถั่วเขียว ต้องบดละเอียด เนียน หอม หวาน มัน จากน้ำกะทิ


วิธีทำขนมหัวล้าน

วิธีการทำก็ดูไม่ยุ่งยากอะไร เริ่มจากนวดแป้งข้าวเหนียวกับน้ำใบเตยจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกันจากนั้นเอามาห่อด้วย ไส้ถั่วเขียวที่กวนกะทิและน้ำตาลเรียบร้อยแล้ว วางลงใบตองที่ตัดเป็นวงกลมขนาดเท่าๆ กับตัวขนม จากนั้นนำไปใส่ลังถึงเพื่อนำไปนึ่ง อย่าลืมทาน้ำมันเพื่อไม่ให้ขนมติดกัน


เคล็ดลับที่ทำให้ขนมอร่อย กะทิต้องคั้นสด ๆ ถึงจะได้ไส้ที่หอมมัน และต้องรับประทานตอนขนมยังนิ่มๆ อยู่ หากวางทิ้งไว้จนแข็ง ไม่ว่าขนมอะไรก็ไม่อร่อย

ปัจจุบันยังหาทานได้ง่าย อาจเพราะทำไม่ยากนัก แต่ร้านที่ทำแล้วรสชาติอร่อย อาจจะต้องลองหา ลองชิม เพราะเดี๋ยวนี้แม่ค้าไม่ค่อยใส่ใจในขั้นตอน และคุณภาพของวัตถุดิบสักเท่าไหร่


ที่มา wikipedia

yengo หรือ buzzcity

ขนมไทยชนิดหนึ่งทำด้วยถั่วเขียวบด ลูกชุบ

ขนมไทยชนิดหนึ่งทำด้วยถั่วเขียวบด ลูกชุบ



ลูกชุบ เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งทำด้วยถั่วเขียวบดกวนปั้นเป็นรูปร่างต่างๆระบายสี แล้วนำไปชุบวุ้นให้สวยงาม สีที่ใช้ทำลูกชุบนั้นนอกจากระบายลงบนถั่วเขียวกวนที่ปั้นแล้ว ยังใส่สีลงในถั่วกวนโดยตรงได้อีก เช่น

สีเหลือง สำหรับขนมที่จะปั้นเป็นผลมะปรางใช้ฟักทองนึ่งแล้วยีละเอียดผสมในถั่วกวน
สีแสด เช่นผลมะเขือเทศสีดา ใช้มะละกอสุกยีละเอียดผสมในถั่วกวน
สีชมพู เช่น ชมพู่แก้มแหม่ม ใช้หัวบีทรูทต้มยีละเอียดกรองแต่น้ำผสมในถั่วกวน
สีแดง เช่นผลเชอรี่ ใช้หัวบีทรูทเช่นกัน แต่ใส่ให้มากขึ้น
สีเขียว เช่น พุทรา มะยม ชมพู่เขียว ใช้ใบเตยหั่นละเอียดกรองเอาแต่น้ำ
สีน้ำตาล เช่น ผลลำไย ละมุด ใช้ผงโกโก้ร่อน ผสมในถั่วกวน

อุปกรณ์

- เครื่องปั่น กระทะทองเหลือง

วัตถุดิบ

1. ถั่วเขียวซีกเลาะเปลือกนึ่งสุก 150 ก. (แช่น้ำ 1 คืน)
2. สีผสมอาหารสีแดง 1 ช้อนโต๊ะ
3. สีผสมอาหารสีเขียว 1 ช้อนโต๊ะ
4. สีผสมอาหารสีส้ม 1 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำตาลทราย 130 ก.
6. ผงวุ้น 25 ก.
7. น้ำเปล่า 1 ลิตร
8. กะทิ 250 มล.
9. กลิ่นมะลิ 1/2 ช้อนชา
10. ใบของต้นแก้ว 1/2 ถ้วย
* ส่วนผสมสำหรับ 40 ชิ้น

วิธีการทำ

1. นำถั่วนิ่มสุก กะทิ น้ำตาลทราย ปั่นรวมกันจนละเอียด จากนั้นนำไปกวนในกระทะทองเหลืองด้วยไฟอ่อน จนส่วนผสมเริ่มแห้ง พักไว้ให้เย็น
2. ปั้นให้เป็นรูปทรงผลไม้ตามชอบ จากนั้นทาสีให้สวยงาม พักไว้ 10 นาทีเพื่อให้สีแห้ง
3. ผสมผงวุ้น น้ำเปล่า คนให้เข้ากัน พักไว้ 5 นาที ให้ผงวุ้นดูดซึมน้ำให้เต็มที่ เปิดไฟแรงให้น้ำเดือด จากนั้นลดไฟลงอ่อนๆ
4. นำขนมลูกชุบที่ระบายสีแล้วลงชุบในน้ำวุ้นเคลือบให้ทั่วขนม พักไว้ 5 นาที จากนั้นชุบวุ้นใหม่อีกครั้ง (ชุบ 3 รอบ)
5. เมื่อขนมลูกชุบเคลือบวุ้นทั่วดีแล้ว ตกแต่งให้สวยงามด้วยใบของต้นแก้ว เป็นอันเสร็จ

yengo หรือ buzzcity

ลอดช่องสิงคโปร์ หรือ เชนดอล

ลอดช่องสิงคโปร์ หรือ เชนดอล




ลอดช่องสิงคโปร์เป็นขนมที่หวาน หอม อร่อย ทานพร้อมน้ำแข็ง ให้รสชาติถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่
แต่การทำขนมชนิดนี้ให้อร่อย แป้งต้องเหนียว และเมื่อแป้งเนียนแล้ว เวลาคลึงแป้งก็ต้องคลึงให้บาง ขนมนี้ต้องหอมนอก หอมตัวขนมและน้ำด้วยจึงจะถูกต้อง

ส่วนผสมตัวขนม

1. แป้งมัน ½ ถ้วยตวง
2. น้ำเดือดใส่สีเขียว ¼ ถ้วยตวง
3. แป้งนวล 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมน้ำเชื่อม

1. น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง
2. น้ำดอกมะลิ 1 ½ ถ้วยตวง
3. ขนุนหั่นชิ้นเล็กๆ ยาวๆ ½ ถ้วยตวง

ส่วนผสมกะทิ

1. หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
2. เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำลอดช่องสิงคโปร์

1. ใส่แป้งมันในอ่างผสม ทำแป้งเป็นบ่อตรงกลาง ค่อยๆ เทน้ำร้อนใส่ คนเร็วๆจนแป้งจับตัวเป็นก้อน
2. นวดให้เนียน ถ้าไม่อยากให้แป้งติดมือ แตะแป้งมันเล็กน้อย
3. คลึงแป้งให้เป็นแผ่นบางๆ ตัดให้เป็นเส้นเล็ก ๆ พักไว้
4. ต้มน้ำให้เดือด นำแป้งที่ตัดไว้แล้วลงต้มให้สุก เมื่อแป้งลอยตัวและพอง ตักใส่พักในน้ำเย็น เทใส่กระชอนกรองให้สะเด็ดน้ำ
5. ผสมหัวกะทิกับเกลือ ตั้งไฟอย่างพอเดือด ยกลงพักไว้ให้เย็น
6. ใส่แป้งที่ต้มแล้วลงไปในน้ำกะทิ ข้อ 5.
7. ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำดอกมะลิใส่หม้อตั้งไฟเคี่ยว ประมาณ 7-10 นาที ใส่ขนุนยกลงพักไว้ให้เย็น อบควันเทียน 20 - 30 นาที
8. ตักเสิร์ฟใส่ขนมที่อยู่ในกะทิ ใส่น้ำ เชื่อม น้ำแข็ง รับประทานเย็นๆ อร่อยชื่นใจ

yengo หรือ buzzcity

ขนมหวานพื้นบ้านของทางภาคใต้ ขนมลา

ขนมหวานพื้นบ้านของทางภาคใต้ ขนมลา



ขนมลา เป็นขนมหวานพื้นบ้านของทางภาคใต้ ของประเทศไทย ซึ่งทำมาจากแป้งข้าวเจ้า เป็นขนมสำคัญหนึ่งในห้าชนิดที่ใช้สำหรับจัดเพื่อนำไป ถวายพระสงฆ์ในงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบซึ่งเป็นงานบุญประเพณีที่สำคัญของจังหวัดในภาคใต้ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลาโดยอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ขนมลาปรุงขึ้นเพื่อเป็นเสมือนแพรพรรณเสื้อผ้า

ปัจจุบันขนมลามีจำหน่ายตลอด ทั้งปี ไม่ปรุงเฉพาะในเทศกาลอย่างที่เคยปฏิบัติมา ขนมลามี 2 ชนิดคือลาเช็ดและลากรอบ ขนมลาเช็ดจะใช้น้ำมันน้อย โรยแป้งให้หนา เมื่อสุกพับเป็นครึ่งวงกลม รูปร่างเหมือนแห ลากรอบ นำลาเช็ดมาโรยน้ำตาลแล้วนำไปตากแดด ในปัจจุบันมีการทำลากรอบแบบใหม่ โดยเพิ่มแป้งข้าวเจ้าให้มากขึ้น ใช้น้ำมันมากขึ้น เมื่อแป้งสุกแล้วม้วนเป็นแท่งกลม พักไว้จนเย็นจึงดึงไม้ออก

ประโยชน์

ขนมลา ให้โปรตีนจาก ไข่แดง น้ำตาลจากแป้ง และมีส่วนประกอบของไขมันอยู่ ด้วย
เป็นขนมที่แสดงถึงศิลปะการผลิตที่ประณีตบรรจงอย่างยิ่งจากแป้งข้าวเจ้า ผสม น้ำผึ้ง แล้วค่อย ๆ ละเลงลงบนกระทะน้ำมันที่ร้อนระอุ กลายเป็นแผ่นขนมลาที่มีเส้นเล็กบางราว ใยไหม และสอดสานกันเป็นร่างแห


ส่วนผสม

1. ข้าวสารเจ้า 1 1/2 ลิตร
2. ข้าวสารเหนียว 1/8 ลิตร
3. น้ำตาลทราย 1/2 กิโลกรัม
4. น้ำตาลปี๊บ 1/8 กิโลกรัม
5. น้ำมันสำหรับทากระทะ

เครื่องใช้เฉพาะ

ไข่ต้มใช้เฉพาะไข่แดง 1 ฟอง
กะลาหรือกระป๋องเจาะรูเล็ก ๆถี่ ๆ สำหรับโรยเส้น
ไม้แหลมสำหรับแซะขนม 2 อัน
กระทะก้นแบน (ถ้าไม่มีใช้กระทะก้นมนได้)

วิธีการทำ

1. นำข้าวสารเจ้าและข้าวสารเหนียว ใส่ชามรวมกันซาวรวม กันให้ สะอาด แช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมง
2. สงข้าวใส่ตะกร้าที่รองด้วยใบมะละกอ แล้วปิดด้วยใบ มะละกอ เช่น เดียวกัน วางตะกร้าในที่ร่ม ใช้น้ำราดเข้าเย็น ทุกวัน เพื่อให้ ข้าวเปื่อยยุ่ยทิ้งไว้ 3 วัน
3. นำข้าวใส่ครกตำให้ละเอียด หรือจะใช้โม่โม่ให้ละเอียดก็ได้ เมื่อละเอียดแล้วเติมน้ำ คนให้แป้งกระจายตัว กรองด้วยผ้า ขาวบาง แล้วตั้งทิ้งไว้ให้แป้งนอนก้น รินน้ำใสข้างบนออก ทิ้งไป ส่วนแป้งนั้นให้ใส่ห่อผ้าทับน้ำต่อจนแห้ง
4. เชื่อมน้ำตาลทรายและน้ำตาลปี๊บกับน้ำเล็กน้อย ให้เป็น น้ำเชื่อม ข้น ๆ วางพักไว้ให้เย็น
5. เติมน้ำเชื่อมลงในแป้งทีละน้อย นวดให้เข้ากัน ควร นวดนาน ๆ ประมาณ 20 นาที เติมน้ำเชื่อมต่อจนแป้งเหลว เมื่อยกมือขึ้น แป้งจะไหลเป็นสายไม่ขาดก็ใช้ได้
6. ตั้งกระทะบนไฟอ่อน ๆ ใชไข่แดงต้มผสมน้ำมันเช็ดกระทะ ให้ ทั่วเพื่อป้องกันขนม ติดกระทะ ถ้าขนมไม่ติดกระทะ แล้วใช้ น้ำมันเช็ดกระทะเพียงอย่างเดียว
7. เมื่อกระทะร้อน ตักแป้งใส่กะลา โรยเส้นลงบนกระทะโดย ส่ายกะลาให้เป็นวงกลม เมื่อเส้นซ้อนหนาพอควรจึงหยุด โรยพอ
8. เส้นสุกออกสีเหลืองนวล ใช้ไม้แซะพับเป็นรูปสี่เหลี่ยม นำขึ้นจากกระทะ

หมายเหตุ

1. ก่อนตักแป้งใส่กะลาให้คนแป้งเสียก่อนทุกครั้ง ถ้าแป้งนอนก้นเส้นจะขาดได้
2. ถ้าขนมหวานจัดเกินไปเส้นจะขาดขณะที่โรยได้เช่นเดียวกัน

กลเม็ดเคล็ดลับ

ขนมลาจะมีเส้นเล็กละเอียดไขว้ซ้อนกันไปมา เกิดเป็นร่าง แหบาง ๆ แลดูคล้ายใยไหม ขนมที่ทำเสร็จใหม่ ๆ จะกรอบนุ่ม ๆ ถ้าวางไว้ในอากาศหลายชั่วโมงจะเหนียวขึ้น ถ้าชอบกรอบให้นำ ไปผึ่งแดดให้กรอบแล้วเก็บใส่ภาชนะไว้ รสหวานอ่อน ๆ

ที่มา http://www.bantaksin.dsdw.go.th/main/atclaa.php

yengo หรือ buzzcity

มะม่วงกวน

มะม่วงกวน



มะม่วงกวน ถือเป็นขนมทานเล่นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ค่อนข้างใส สีออกเหลืองหรือน้ำตาลอมเหลือง มีความเหนียวพอสมควร ทำเป็นรูปวงกลม ดอกไม้ หรือ ม้วนเป็นเกลียว เป็นต้น การทำมะม่วงกวนถือเป็นหนึ่งในวิธีการถนอมอาหารที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ หลักการถนอนอาหารโดยการกวนนั้นมีหลักดังนี้คือ นำเอาผลไม้ที่สุกแล้วมาเคี่ยวผสมรวมกับน้ำตาล โดยอาศัยความร้อนเป็นหลัก ซึ่งในการทำมะม่วงกวนนั้น ถือเป็นการกวนแบบแห้งที่ต้องใช้น้ำตาลในอัตราส่วนมากๆนั่นเอง รสชาดของมะม่วงกวนโดยส่วนใหญ่มักมีรสหวาน หวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยวจัด โดยเคล็ดลับในการทำมะม่วงกวนให้น่ารับประทาน คือการเลือกสรรมะม่วงที่ไม่สุกจนเกินไป และแนะนำให้ใช้มะม่วงแก้วซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในท้องตลาด หรือสามารถนำเอามะม่วงหลายๆชนิดมาผสมรวมกันก็ได้ ในความเป็นจริง วิธีการทำมะม่วงกวนนั้นถือว่าไม่มีหลักเกณฑ์หรืออัตราส่วนของส่วนผสมต่างๆที่แน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ ดัดแปลงของแต่ละคน เพื่อให้ได้มะม่วงกวนในรสชาดตามที่ต้องการ

ประโยชน์

เป็นการยืดอายุของมะม่วง ทำให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้น
ได้รับประทานมะม่วงในรูปแบบ สี กลิ่น รสชาดที่ต่างไปจากการทานมะม่วงทั่วไป
เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ผลิต



ส่วนประกอบของมะม่วงกวน

1. มะม่วงแก้วหรือมะม่วงอื่น ๆ
2. น้ำตาลทราย
3. น้ำตาลทรายกรวด
4. สารส้ม
5. เกลือ
6. น้ำ

ขั้นตอนการทำมะม่วงกวน

คุณสมควรได้เล่าถึงการทำมะม่วงกวนดังนี้ เริ่มตั้งแต่นำมะม่วงแก้วที่สุกพอเหลือง ๆ ปอกเปลือกแล้วแช่ลงในน้ำสารส้มที่เตรียมไว้ประมาณ 3 - 5 นาที แล้ว ตักขึ้นมาจากน้ำพร้อมที่จะสับ วิธีการสับก็สำคัญเช่นกันเพราะจะต้องสับให้เส้นสวยไม่ให้เล็กหรือใหญ่เกินไป เมื่อสับเสร็จพอ 1 กระทะ นำลงใส่กระทะพร้อมน้ำตาลทราย น้ำตาลทรายกรวด ใส่น้ำไม่มากนักกวนไปเรื่อย ๆ ใช้เวลากวนประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ระหว่างกวนได้สักครึ่งชั่วโมงนำสารส้มใส่ลงไปประมาณก้อนเท่านิ้วหัวแม่มือ คุณสมควรบอกว่าใส่สารส้มแล้วจะทำให้มะม่วงกวนสวยใสและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมะม่วงที่ใช้ควรจะเป็นมะม่วงแก้ว และถ้าสุกเกินไปมะม่วงกวนที่ออกมาจะมีสีคล้ำไม่สวย เมื่อกวนเลร็จตักออกใส่ภาชนะที่ทนความร้อน แล้วตากในเช้าวันรุ่งขึ้น

สำหรับการตากนั้นใช้ตากบนแผ่นพลาสติกใสที่วางบนแผงไม้ วิธีการตากนั้นใช้ช้อนกินข้าวนี่แหละตักไม่ให้เต็มช้อนนักใช้สลัดเป็นจังหวะเป็นแถว ตากอย่างนี้ หนึ่งแดดเต็มแล้วเก็บเข้าร่มโดยมีที่เก็บทำเป็นชั้น ๆ ไว้ พอรุ่งเช้าก่อนจะคว่ำพลาสติกเพื่อลอกมะม่วงออกตากนำฟองน้ำที่สะอาดเช็ดฝุ่นละอองเล็กน้อยแล้วคว่ำลงกับแผงไม้แล้วลอกพลาสติกออก แล้วตากอีกหนึ่งแดดจึงเก็บ การเก็บจะต้องเก็บไว้ในที่ร่มก่อนรอให้เย็นแล้วจึงเก็บใส่ถุง ชั่งน้ำหนักที่ต้องการ เช่น หนึ่งกิโลกรัม หรือห้ากิโลกรัม แล้วนำไปขาย แต่สำหรับของคุณสมควรจะมีผู้มารับที่บ้านโดยขายทั้งปลีกและส่ง

สรุป

การทำมะม่วงกวนนั้นนับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ทำตกทอดกันมาเป็นเวลานานและยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ดี และจัดเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนได้อย่างดีทีเดียว ท้ายสุดขอขอบพระคุณ คุณสมควร ผลจริต ที่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ภูมิปัญญาของท้องถิ่นการทำมะม่วงกวน


yengo หรือ buzzcity

ฝอยทอง

ฝอยทอง



อุปกรณ์

- กระทะทองเหลือง ชามผสม กระชอน เทียนหอม

วัตถุดิบ

1. ไข่แดงของไข่เป็ด 3 ฟอง
2. ไข่แดงของไข่ไก่ 2 ฟอง
3. กลิ่นดอกมะลิ ½ ช้อนชา
4. ใบเตย 1 ใบ
5. น้ำตาลทราย 600 ก.
6. น้ำเปล่า 400 มล.
7. เทียนอบ 1 ชิ้น

* ส่วนผสมสำหรับ 2 - 3 ที่

วิธีการทำ

1. นำน้ำเปล่า น้ำตาลทราย ใบเตย กลิ่นมะลิ ลงต้มในกระทะทองเหลือง เปิดไฟแรง ห้ามคนเด็ดขาดไม่อย่างนั้นน้ำตาลจะตกผลึก
2. ตีไข่ไก่และไข่เป็ดให้เข้ากัน นำไปกรองด้วยกระชอนตาถี่ จากนั้นตักไข่ใส่กรวยสำหรับทำฝอยทอง
3. ตักใบเตยออก และหยอดไข่ให้เป็นสาย วนให้รอบกระทะทองเหลืองประมาณ 20 - 30 รอบ ต่อ 1 ชิ้น
4. ใช้ไม้ปลายแหลม ค่อยๆช้อนฝอยทองขึ้นมาให้เป็นแผ่น วางพักไว้บนตะแกรง 30 นาที
5. จุดเทียนหอมให้มีควันขึ้นมา แล้วจึงดับไฟ นำเทียนหอมและขนมฝอยทอง อบรวมกันด้วยภาชนะปิด 10 นาที ก็จะได้ฝอยทองหอม ๆ ไว้รับประทานแล้วค่ะ



yengo หรือ buzzcity

ขนมปาด ขนมไทยล้านนา

ขนมปาด ขนมไทยล้านนา



ขนมปาด หรือ เข้าหนมปาด เป็นขนมพื้นบ้านของชาวล้านนา บางพื้นที่กล่าวกันว่าเป็นขนมของชาวไทลื้อที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆของภาคเหนือ เนื่องด้วยประเพณี งานบวช งานบุญ ของชาวไทลื้อสมัยโบราณ มักนิยมทำขนมปาด ซึ่งเป็นขนมลักษณะ คล้ายกับขนมชั้น แต่จะนิ่มกว่า ซึ่งเป็นขนมที่นิยม ของชาวไทลื้อ แต่ขนมปาดเก็บรักษาได้ ไม่นาน แค่ 2 วัน ก็เน่าเสีย

ขนมปาดนั้นมีมานานมากกว่า 60 ปี เป็นขนมที่ทำขึ้นเพื่อนำไปทำบุญที่วัดเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่เมืองและเลี้ยงแขกที่มาเที่ยวบ้านตอนสงกรานต์ ส่วนอีกงานคือ งานปอยหรืองานบวช (บวชลูกแก้ว อุปสมบทพระ)โดย 1 ปีมีเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ก็จะมีการทำขนมปาดเป็นงานร่วมสามัคคีของชนในกลุ่มเรียกว่า วันกินขนมปาด จะทำก่อนงาน 1 วัน กระทะแรกสำหรับผู้ทำร่วมกันกิน กระทะที่สองไว้ทำบุญเลี้ยงแขก กระทะที่สามห่อนแจกแขกในงาน เครื่องปรุงหรือส่วนผสมของขนมปาดนั้น ประกอบด้วยข้าวเจ้า น้ำอ้อย มะพร้าวทึนทึก ส่ววิธีทำนั้นมีขั้นตอนไม่มากนัก แต่ต้องอาศัยเวลาในการทำเป็นอย่างมาก เริ่มจากนำข้าวสารมาเคี่ยวกับน้ำอ้อย ในกระทะใบบัว(ใหญ่) ให้ผู้ชาย 2 คน ใช้พายคน กัน ทิ้งไว้เย็นแล้วตัดเป็นคำ ๆ ใส่กระทงใบตองโรยด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดหยาบ ๆ (รับประทานกับข้าวแคบ)

ลักษณะของขนมปาดนั้น จะคล้ายขนมศิลาอ่อน จะมีสีออกจะน้ำตาลเข้ม มีรสชาติหวานมัน เวลาเคี้ยวจะกรุบกรอบในปากเล็กน้อยจากมะพร้าวเเละงาที่ใช้ในการทำขนม ในวันงานบวช เจ้าภาพจะห่อขนมปาดแจกแขกถือติดมือไปฝากที่บ้านทุกคน

พิธีกวนขนมปาดหรือการคนขนมปาดนั้นเป็นประเพณีในท้องถิ่นที่สำคัญของชาวล้านนา เป็นกุศโลบายเพื่อการรวมลูกหลานหรือคนในท้องถิ่น เพราะการทำขนมปาดนั้น ต้องอาศัยกำลังคนและอาศัยระยะเวลาในการทำ ในสมัยก่อนนั้นการเตรียมของสำหรับการทำขนมปาด ใช้ระยะเวลาหลายวัน เพราะในสมัยก่อนจะใช้วิธีตำข้าว โดยใช้ “มอง” หรือครกกระเดืองไม้นาดใหญ่ในการตำ เพื่อจะนำข้าวที่ตำแบบละเอียดแล้วมาทำขนม แต่ในปัจจุบันจะใช้แป้งสำเร็จรูปแทน “ขนมปาด “ เป็นขนมที่มี นัยยะ คนสมัยก่อนเขาพูด กันว่า ถ้าใครไม่รวย ไม่มีบริวารมากจะไม่สามารถทำขนมชนิดนี้ได้เลย เพราะใช้ต้นทุนสูง ทั้งเงินทั้งคน เวลาทำจะบ่งบอกด้วยว่าคนทำเป็นคนยังไง อดทนไหม ใจเย็นหรือไม่ เพราะต้องใช้ความละเอียด ผู้เฒ่าสมัยก่อนจะดูว่าที่ลูกเขยลูกสะใภ้ก็จากงานกวนขนมปาด และขนมปาดเป็นยอดขนมด้วย เป็นขนมเอาไว้ไหว้สา เอาไว้ตาน (ถวายพระ) แล้ว ได้บุญ ซึ่งเป็นวิถีอันงดงามของสังคมคนเมืองหรือคนล้านนาสมัยเก่า

ในปัจจุบัน พิธีกนขนมปาดยังได้รับการสืบทอดต่อกันมา ในแต่ละยุคสมัยอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น วิธีการทำ อุปกรณ์ในการทำแต่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ของทางภาคเหนือก็ยังคงมีการกนขนมปาดหรือคนขนมปาดในงานประเพณีสำคัญๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ งานสงกรานต์และงานบวช ถือได้ว่าพิธีกนขนมปาดหรือการคนขนมปาดในงานบุญนั้เป็น สร้างความสามัคคีและความรักใคร่ของคนในท้องถิ่นได้อย่างดียิ่ง เป็นพิธีหรือประเพณีที่ควรจะอนุรักษ์ สืบสานเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่ปู่ย่าตายายได้สั่งสมเอาไว้ นับ ได้ว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นวัฒนธรรมอันดีงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์


เครื่องปรุง/ส่วนผสม


๑. แป้วข้าวจ้าว ๑ กิโลกรัม
๒. น้ำปูนใส ครึ่งถ้วยตวง
๓. มะพร้าวขูดผสมเกลือเล็กน้อย
๔. น้ำอ้อยประมาณ ๑๐ ก้อน

ขั้นตอนและวิธีทำ


๑. ร่อนแป้งเพื่อเอาเศษผงออกแล้วนำไปผสมกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บ
๒. ใส่น้ำและคนจนแป้งละลายเข้ากับน้ำตาล
๓. ใช้ผ้าขาวบางกรองเศษผงออกเทใสกระทะทองเหลือง
๔. กวนด้วยไฟกลางจนแป้งสุกร่อนและเทใส่ถาดทิ้งไว้ให้เย็นแล้วตัดขนดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หรือสามเหลี่ยมตามใจชอบ จากนั้นโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดผสมเกลือเพื่อเพิ่มความสวยงาม และรสชาติ


yengo หรือ buzzcity